ถอดบทเรียนกราดยิง “ผู้เชี่ยวชาญ” แนะยกระดับควบคุม "บีบีกัน-แบลงก์กัน" ไม่ให้เด็กคุ้นชิน-อุดช่องโหว่ปืนเถื่อน “นักวิชาการ” เสนอตั้งกรรมการความปลอดภัยประจำโรงเรียน ดึงชุมชนและตำรวจช่วยดูแล
จากกรณีนักเรียนชายชั้น ม.3 ก่อเหตุกราดยิงในโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี จนมีผู้เสียชีวิตรวมกว่า 9 ราย บาดเจ็บอีกจำนวนมาก นำมาสู่การตั้งคำถามว่าเยาวชนอายุเพียงเท่านี้ สามารถเข้าถึงและใช้งานอาวุธปืนจนสามารถก่อเหตุสลดนี้ได้อย่างไร และควรมีมาตรการใด ในการสร้าง “โรงเรียน” ให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยแก่เด็กอย่างแท้จริง
ทีมข่าวเฉพาะกิจPulseWireออนไลน์ พูดคุยประเด็นนี้กับนายมนตรี ตันใจซื่อ ผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธปืน และ รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล นักวิชาการอิสระและนักอาชญาวิทยา เพื่อถอดบทเรียนและหาแนวทางป้องกัน
ยกระดับขออนุญาตครอบครอง-ควบคุมปืนเสมือนจริง
นายมนตรี มองว่า สำหรับกฎหมาย พ.ร.บ.อาวุธปืน ระเบียบการขออนุญาตครอบครอง มองว่ามีความรัดกุมอยู่แล้วแต่อาจยังมีปัญหาเรื่องการบังคับใช้และตรวจสอบอยู่บ้าง หรือในส่วนของการขออนุญาตครอบครอง อาจเพิ่มเงื่อนไข “ตรวจสุขภาพจิต” ก่อน ไม่อนุญาตหากเป็นบุคคลที่เคยมีประวัติหรือคดีความร้ายแรง ผู้ขออนุญาตต้องผ่านการอบรมเรื่องกฎหมายเกี่ยวกับอาวุธปืน มีการทดสอบทักษะและความชำนาญในการใช้ปืนพื้นฐาน เข้าใจระบบการทำงานของปืนที่ครอบครองอย่างถ่องแท้ เป็นต้น
“ปัญหาที่พบคือ คนที่มีปืนหรือคนที่ขออนุญาตครอบครอง สามารถยื่นได้เลยหากมีคุณสมบัติครบตามที่กำหนด แต่บางคนยังไม่มีความชำนาญ ยังไม่รู้เรื่องกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งอาจเกิดอันตรายต่อตัวเองและคนรอบตัวได้”
สำหรับในกรณีปืนเถื่อนที่สามารถเข้าถึง หาซื้อได้ง่ายผ่านช่องทางออนไลน์ ทางภาครัฐควรมีความเข้มงวดในการตรวจสอบและกวาดล้าง โดยปืนเถื่อนส่วนใหญ่ 70-80% เป็นการดัดแปลงจากปืน “แบลงก์กัน” ซึ่งเป็นปืนที่มีเสียงแต่ไม่มีกระสุนจริง สามารถซื้อขายได้ง่ายและถูกกฎหมาย มักใช้งานในกองถ่ายภาพยนตร์หรือสำหรับเก็บสะสม เมื่อนำมาดัดแปลงจะมีอานุภาพรุนแรง ซึ่งควรมีกฎหมายจำกัดจำนวนการนำเข้า หรือควบคุมผู้ซื้อให้มากขึ้น
“อยากให้ค้นหาสาเหตุที่แน่ชัดและไปป้องกันตรงนั้นมากกว่า ในส่วนการห้ามไม่ให้ครอบครองอาวุธปืนอย่างถูกต้องตามกฎหมายเลย ประเทศไทยอาจยังไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ เพราะยังต้องมีการป้องกันตัวจากปัญหาสังคมต่างๆ ทั้ง ยาเสพติด ความรุนแรง โจร แต่อาจต้องให้เก็บไว้ที่บ้าน หากจะพกพาก็ควรมีกฎหมายในการควบคุมที่ชัดเจนกว่านี้ เช่น ให้ถอดแยกปืนและกระสุน เพื่อนำไปซ้อมที่สนาม เป็นต้น”
ขณะที่ ดร.กฤษณพงค์ ได้เสนอเพิ่มเติมให้มีการ “นิรโทษกรรมอาวุธปืน” รับซื้อคืนอาวุธปืนเถื่อนจากผู้ถือครองโดยไม่มีความผิด เพราะหลายกรณีก็อาจเป็นมรดกตกทอดจากครอบครัวหรือได้รับมาโดยไม่ต้องการ การนิรโทษกรรมก็จะช่วยลดปริมาณอาวุธปืนเถื่อนในสังคมลงได้
“บีบีกัน” สร้างความคุ้นชินปืนจริง
ในกรณีที่มีรายงานว่า เยาวชนผู้ก่อเหตุเคยพกบีบีกันมาที่โรงเรียนนั้น นายมนตรี ชี้ว่าสำหรับบีบีกัน ยังไม่มีการควบคุมการครอบครอง แม้จะเป็นประเภทที่ยากต่อการนำมาดัดแปลงให้ใช้งานเหมือนปืนจริงได้ยาก แต่หากเด็กเข้าถึงก็อาจทำให้เกิดความคุ้นชินกับอาวุธปืนได้
ซึ่งจากกรณีกราดยิงที่เกิดขึ้นเป็นการยิงระยะใกล้มาก ตัวเยาวชนผู้ก่อเหตุอาจไม่จำเป็นต้องมีความชำนาญหรือทักษะเฉพาะทางมากนัก การที่เด็กเข้าถึงปืนจริงได้เป็นเพราะทางผู้ปกครองดูแลและเก็บรักษาไม่เหมาะสม เมื่อเยาวชนซึ่งอาจไม่มีวุฒิภาวะ ความยับยั้งชั่งใจต่ำกว่าผู้ใหญ่ สามารถเข้าถึงได้จึงนำมาสู่เหตุสลดขึ้น
เช่นเดียวกับ ดร.กฤษณพงค์ ที่มองว่า การที่เยาวชนผู้ก่อเหตุเคยพกบีบีกันไปโรงเรียน แสดงให้เห็นว่าอาจจะมีความชื่นชอบในอาวุธปืนระดับหนึ่ง ในส่วนของทักษะการใช้ปืนนั้น ก็มีโอกาสที่อาจเรียนรู้จากบีบีกันซึ่งเป็นสิ่งเทียมอาวุธปืน หรือเรียนรู้จากช่องทางออนไลน์ ส่วนจะเคยเรียนรู้การใช้งานอาวุธปืนจริงหรือไม่ ต้องรอผลการสืบสวนของตำรวจ
ทั้งนี้หากเด็กมีความสนใจในบีบีกัน ผู้ปกครองควรมุ่งเน้นความสนใจของบุตรหลานไปยังกิจกรรมอื่นๆ เช่น กีฬา ดนตรี โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเด็กมีความชื่นชอบในเกมที่มีความรุนแรง หรือมีปัญหาอื่นๆ ทั้ง ความผูกพันในครอบครัว โรงเรียน การบูลลี่ ก็อาจเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เยาวชนกระทำความผิดได้
แนวทางป้องกันสร้างโรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัย
ดร.กฤษณพงค์ ชี้ว่าในการป้องกันการเกิดเหตุซ้ำ ต้องมีการวางหลายมาตรการควบคู่กันไป ทั้งมาตรการควบคุมการเข้าถึงอาวุธปืนจริงและอาวุธปืนดัดแปลง ต้องมีสายตรวจออนไลน์ตรวจสอบการซื้อขายอาวุธปืนเถื่อน ช่องทางการรับแจ้งเบาะแส ไปจนถึงการมีจิตแพทย์และนักจิตวิทยาให้เพียงพอ
สำหรับมาตรการในโรงเรียนนั้น ดร.กฤษณพงค์ เสนอให้มีการตั้ง “คณะกรรมการความปลอดภัย” ประจำโรงเรียน เพื่อออกมาตรการในการดูแลตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ, มีมาตรการควบคุมการเข้า-ออก, การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในการตรวจจับ, การรับแจ้งข้อมูลเบาะแส เฝ้าระวังเด็กกลุ่มเสี่ยง, รับแจ้งเบาะแสการบูลลี่ในโรงเรียน ไปจนถึงการพัฒนาหลักสูตรอบรมผู้บริหารและครูถึงแนวคิดด้านความปลอดภัย
ในส่วนของงบประมาณในการดำเนินงาน ต้องยอมรับว่างบจากกระทรวงศึกษาธิการ หรือกระทรวง อว.ยังมีข้อจำกัด ดังนั้นงบประมาณส่วนท้องถิ่นจึงต้องเข้ามาสนับสนุน เช่น โรงเรียนในเขตกรุงเทพมหานคร หรือในจังหวัดขนาดใหญ่ที่มีงบประมาณสูง อาจต้องมีการแก้ระเบียบให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้มีหน้าที่รับผิดชอบดูแลความปลอดภัยสาธารณะ ป้องกันและแก้ไขปัญหาอาชญากรรมด้วย
“หน้าที่ป้องกันและแก้ไขปัญหาอาชญากรรม เป็นหน้าที่ของทุกคน ทุกหน่วยงาน ไม่ใช่เกิดที่โรงเรียนก็โยนให้เป็นความรับผิดชอบของโรงเรียน เพราะเกี่ยวข้องเชื่อมต่อทั้งครอบครัว โรงเรียน ชุมชน และสภาพแวดล้อม”
ในส่วนของคณะกรรมการความปลอดภัยนั้น แต่ละโรงเรียนสามารถออกแบบให้มีความเหมาะสมได้ เช่น อาจให้ผู้บริหารโรงเรียนนั่งเป็นประธาน มีกรรมการเป็นครู ตัวแทนผู้ปกครอง ตัวแทนตำรวจในพื้นที่ กล่าวคือเป็นการรวบรวมผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องให้เข้ามาทำงานร่วมกัน แลกเปลี่ยนแบ่งปันข้อมูลอย่างเป็นระบบ และให้มีผู้เชี่ยวชาญหรือผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกเข้ามาให้คำแนะนำ โดยอาจเริ่มที่คณะกรรมการระดับเขตพื้นที่การศึกษาก่อน แล้วจึงขยายเป็นรายโรงเรียน ซึ่งคณะกรรมการฯ ชุดนี้ ก็จะมาวางมาตรการความปลอดภัยในโรงเรียน ตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ ขณะเกิดเหตุ และหลังเกิดเหตุ
ในส่วนของการเฝ้าระวัง ระงับเหตุฉุกเฉิน อาจใช้โมเดลจากต่างประเทศในการเปิดให้มีอาสาสมัคร หรือคนในชุมชนเข้ามาช่วยดูแล โดยอาจมีทั้งส่วนที่ได้และไม่ได้ค่าตอบแทน ในกลุ่มที่ได้ค่าตอบแทนควรมีการอบรมให้มีความรู้และทักษะ และทำหน้าที่ดูแลความปลอดภัยโรงเรียนในพื้นที่ ก็จะช่วยแบ่งเบาตำรวจและครูซึ่งมีจำนวนจำกัดและมีภาระงานมากอยู่แล้ว และดูแลให้บุตรหลานเยาวชนมีความปลอดภัยมากขึ้นได้
