ยางรถยนต์ ถือเป็นชิ้นส่วนเดียวของรถที่สัมผัสกับพื้นถนนโดยตรง และเป็นปัจจัยสำคัญที่ชี้วัดความปลอดภัยในทุกการเดินทาง แต่เชื่อว่าผู้ใช้รถหลายคนยังคงมีคำถามยอดฮิต "เราจะรู้ได้อย่างไรว่าถึงเวลาต้องเปลี่ยนยางแล้ว?"และ "ถ้าดื้อใช้ต่อ จะเกิดอะไรขึ้น?"

 

1. ยางรถยนต์ต้องเปลี่ยนทุกกี่ปี

โดยทั่วไป มีหลักเกณฑ์ในการพิจารณาช่วงเวลาเปลี่ยนยาง 2 ด้านหลักๆ ดังนี้

 

ตามระยะเวลา ควรเริ่มตรวจเช็กสภาพยางอย่างละเอียดเมื่อใช้งานไปแล้ว 2–3 ปี และแนะนำให้ เปลี่ยนใหม่เมื่อครบ4–5 ปี นับจากวันที่ผลิต หรือวันที่เริ่มใช้งาน เนื่องจากเนื้อยางจะเริ่มเสื่อมสภาพและแข็งตัวตามกาลเวลา

 

ตามระยะทาง ควรเปลี่ยนทุกๆ 40,000 – 50,000 กิโลเมตร ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการขับขี่และสภาพถนน

 


2. เช็กให้ชัวร์ 4 สัญญาณเตือนว่ายางรถยนต์หมดสภาพ

 

ไม่จำเป็นต้องรอให้ครบปี หากพบสัญญาณเตือนเหล่านี้ นั่นแปลว่ายางของคุณกำลังส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือแล้ว

สะพานยาง (Tread Wear Indicator) สังเกตในร่องยาง จะมีปุ่มยางเล็กๆ อยู่ หากดอกยางสึกกร่อนจนเรียบเสมอเท่ากับสะพานยาง แปลว่ายางหมดสภาพแล้ว

 

แก้มยางแตกลายงา หรือบวมปูด เกิดจากยางเสื่อมสภาพตามอายุ หรือผ่านการกระแทกอย่างแรง หากแก้มยางบวมต้องเปลี่ยนทันที เพราะเสี่ยงต่อการระเบิดสูงมาก

 

เนื้อยางแข็งกระด้าง ลองใช้เล็บจิกที่ดอกยาง หากจิกไม่เข้า ยางเริ่มแข็ง และมีเสียงร้อง "เอี๊ยด" ดังผิดปกติเวลาเลี้ยวโค้ง

 

ระยะเบรกยาวขึ้น / รถร่อน รู้สึกว่าเบรกแล้วไม่อยู่ในระยะเดิม หรือรถมีอาการร่อนเมื่อขับผ่านถนนเปียก


 

3. ฝืนใช้ยางเก่าต่อไป... เสี่ยงผลกระทบอะไรบ้าง?

หลายคนเลือกที่จะประหยัดเงินด้วยการลากใช้ยางเก่าไปเรื่อยๆ แต่ความประหยัดนั้นอาจแลกมาด้วยความเสี่ยงมหาศาล:

อันตรายจากยางเสื่อมสภาพ

ผลกระทบที่เกิดขึ้น

ยางระเบิดขณะขับขี่ (Blowout)

เสี่ยงต่อการสูญเสียการควบคุม รถคว่ำหรือเกิดอุบัติเหตุรุนแรงบนทางหลวง

อาการเหินน้ำ (Aquaplaning)

ดอกยางที่ตื้นจะไม่สามารถรีดน้ำได้ ทำให้รถลอยเหนือผิวน้ำ ควบคุมทิศทางไม่ได้เมื่อฝนตก

ระยะเบรกเพิ่มขึ้น

ยางไม่ยึดเกาะถนน เสี่ยงต่อการชนท้ายรถคันหน้า

สิ้นเปลืองน้ำมัน

ยางที่เสื่อมสภาพและแรงดันลมที่ไม่สม่ำเสมอทำให้เครื่องยนต์ต้องทำงานหนักขึ้น